1.ตอบ
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามคุณลักษณะของ องค์ประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ดังนี้
1) หน่วยรับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาจส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลโดยตรง เช่น เมาส์ , แผงแป้นอักขระ, ปากกาแสง, ก้านควบคุม ฯลฯ หรือส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลทางอ้อม เช่น เครื่องขับ, แผ่นบันทึก , เครื่องขับเทปแม่เหล็ก เป็นต้น
2) หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ไมโครโพรเซสเซอร์ ของไมโครคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูล เก็บไว้ในหน่วยความจำมาแปลความหมาย และ กระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งแทนได้ด้วยรหัสเลขฐานสอง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณและหน่วยตรรกะ
3) หน่วยส่งออก หรือหน่วยแสดงผล ซึ่งประกอบด้วย จอภาพ (Monitor) ลำโพง (Speaker) และเครื่องพิมพ์ (Printer)
1) หน่วยรับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอาจส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลโดยตรง เช่น เมาส์ , แผงแป้นอักขระ, ปากกาแสง, ก้านควบคุม ฯลฯ หรือส่งผ่านอุปกรณ์ รับเข้าข้อมูลทางอ้อม เช่น เครื่องขับ, แผ่นบันทึก , เครื่องขับเทปแม่เหล็ก เป็นต้น
2) หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ไมโครโพรเซสเซอร์ ของไมโครคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูล เก็บไว้ในหน่วยความจำมาแปลความหมาย และ กระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งแทนได้ด้วยรหัสเลขฐานสอง ซึ่งประกอบด้วย หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณและหน่วยตรรกะ
3) หน่วยส่งออก หรือหน่วยแสดงผล ซึ่งประกอบด้วย จอภาพ (Monitor) ลำโพง (Speaker) และเครื่องพิมพ์ (Printer)
2.ตอบ
| ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ส่วนประกอบ โครงสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่สนับสนุนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้มนุษย์สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ หน้าที่ของฮาร์ดแวร์ก็คือ ทำงานตามคำสั่งควบคุมการทำงานต่างๆ ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แบ่งออกเป็นส่วนประกอบดังนี้ |
| 1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone), ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair) |
| 2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณ |
| - หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำนวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำและแปลคำสั่ง - หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ - หน่วยความจำ เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล |
| 3. หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง มี 2 ประเภท |
| 3.1 หน่วยความจำภายใน - หน่วยความจำแบบแรม (Random Access Memory หรือ Ram) เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ที่ใช้สำหรับเก็บโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไปหมด และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ - หน่วยความจำแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่ 3.2 หน่วยความจำสำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM แผ่นดิสก์หรือสเกต เป็นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำแหน่งพื้นผิวออกเป็น แทร็คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ - แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิ้ว ปัจจุบันไม่นิยมใช้ - แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB - แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720 KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน |
| 4. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer) |
3.ตอบ
ความแตกต่างระหว่าง Software Firewall กับ Hardware Firewall
Firewall VS. Firewall…Final Score!
Hardware Firewall รักษาความปลอดภัยได้ดี แต่เรื่องการพัฒนาให้ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Software Firewall ทำได้ดีกว่าครับ และแม้ว่าตัว Software Firewall เองจะทำงานร่วมกับ Third Party Solution ได้ดีแต่เรื่องความเร็วในการทำงานก็สู้ Hardware Firewall ไม่ได้ เมื่อต่างมีข้อดีแบบนี้ สถานการณ์ใดควรเลือก Firewall ชนิดใดมาปกป้องระบบเน็ตเวิร์ค เชิญชมได้เลยครับ
เป็นเรื่องที่จะให้คำตอบได้ยากจริงๆ ครับว่าระหว่าง Hardware Firewall กับ Software Firewall อย่างไหนจะ “ดี” กว่ากัน เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีไม่ได้เป็นตัวแปรเดียวที่จะทำให้เกิดการพัฒ นา Firewall ขึ้นมาครับ แต่ปัจจัยด้านความต้องการของตลาด ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดภาวะเบี่ยงเบนทางวิศวกรรมทั้ งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น Hardware Firewall ที่มีให้เลือกสำหรับองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะใหญ่ระดับร้อย ระดับพัน User หรือเล็กขนาดเพียง 30 User ก็มีให้เลือกใช้งาน ด้านฝ่าย Software Firewall ก็มีนักพัฒนานำไปโหลดบน Appliance Server จนได้ความเร็วและความน่าเชื่อถือในการทำงานไม่แพ้ Hardware Firewall เพราะการทำ Appliance Server มันจะช่วยลดการทำต้มยำสเป็กเครื่องโดย User ที่อยากจะใส่อะไรลงไปก็ใส่ โดยไม่รู้ว่าจะช่วยเพิ่มหรือไปช่วยเป็นอุปสรรคของการ ทำงานกันแน่
หากตัดเอาความผันผวนทางด้านการตลาดเหล่านี้ออก แล้วเลือกพิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นของ Firewall แต่ละชนิด วิธีตัดสินว่าระบบของคุณเหมาะสมกับ Firewall ชนิดใด สามารถมองประโยชน์ใช้สอยได้ดังนี้ครับ
Hardware Firewall
เป็นอุปกรณ์ที่มีความเร็วในการทำงานสูง และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่เฉพาะเจาะจง ยากและไม่คุ้มค่าที่แฮกเกอร์จะเจาะ เพราะการเจาะฮาร์ดแวร์ Firewall นั้น มักจะต้องพัฒนาวิธีการเฉพาะสำหรับฮาร์ดแวร์นั้น ๆ ขึ้นมาก่อน มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของฮาร์ดแวร์ในระดับต ่ำสุด (ถ้าไม่เจตนาจะประกาศสงครามกับ Firewall ยี่ห้อนั้นจริงๆ ก็คงจะไม่เหนื่อยทำ) Hardware Firewall จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้สำหรับ
- เป็นจุดผ่านทางของ Zone ที่ถูกรุมล้อมเล่น Server Farm คือใช้ประโยชน์ในเรื่องของความเร็วเป็นหลัก
- เป็นจุดผ่านทางของ Packet ที่ต้องมีการเข้ารหัส (Encryption) ที่วิ่งผ่าน Local Area Connection เช่น IPSec ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการออกแบบในลักษณะ ASIC หรือ Application Specific Integrated Circuit
- เป็นตัวป้องกัน Zone ที่มีลักษณะของการถูกโจมตีแบบไม่หลากหลาย เนื่องจากเป็น Zone ของการให้บริการหรือขอรับบริการกับโลกภายนอกแบบคาดเด าได้ (ซึ่งก็คือ Server Farm นั่นเอง) ซึ่งก็คือการเลี่ยงข้อด้อยในเรื่องของความสามารถในกา รปรับเปลี่ยนตัวเองของ Hardware Firewall ให้เป็นไปตามความหลากหลายในการจู่โจม
อาจจะกล่าวง่ายๆ ได้ว่า ความแข็งแกร่งและความรวดเร็วของ Hardware Firewall เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการปกป้องพื้นที่สำคัญที่มีก ารให้บริการในลักษณะของการโดนรุมล้อม (ความเร็วสูง) และมีรูปแบบการให้บริการซ้ำๆ อย่าง Server Farm มากที่สุด (รูปแบบจำกัด)
Software Firewall
ข้อดีของ Software Firewall คือความหลากหลายครับ และจุดนี้คือจุดแข็งของ Firewall ชนิดนี้ ทำให้ Software Firewall นั้นเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อ...
- เป็นประตูกั้นระหว่างผู้ใช้งานภายในองค์กร กับระบบเครือข่ายภายนอก เช่น อินเตอร์เน็ต ซึ่งมีวิธีการจู่โจมระบบในรูปแบบใหม่ ๆ รายวัน Firewall ที่จะมารับมือกับ Thread ต่าง ๆ เหล่านี้จึงแทบจะต้องปรับเปลี่ยนกันแบบรายวัน
- เป็นประตูกั้นระหว่า User กับ User ด้วยกันเอง เช่นกั้นระหว่าง Wireless LAN User กับ Wired LAN User เป็นต้น ซึ่งจะเน้นไปที่การทำงานร่วมกับ User database หรือ Authentication mechanism อื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องอาศัย API เข้ามาเกี่ยว (Application Program Interface)
ที่บอกว่า Software Firewall เหมาะสำหรับการปกป้องในรูปแบบนี้นั้น เป็นเพราะภัยที่มากับพฤติกรรมการใช้งานของ User นั้นค่อนข้างมีความหลากหลาย ยากแก่การคาดเดา หรืออาจจะเดาไม่ได้เลยทีเดียว แถมยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและควบคุมได้ ยาก จึงต้องเอา Firewall ที่สามารถปรับตัวได้ดีและเร็วแบบ Software Firewall อย่างเช่น Kerio WinRoute Firewall ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับ Third Party Solution ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Anti-Virus Engine ชั้นนำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการเทรวมกันของฟีเจอร์สินค้าและความต้อ งการทางการตลาด ทำให้เส้นเขตแดนระหว่าง Software Firewall กับ Hardware Firewall ค่อยๆ ลบเลือนหายไปจากดินแดนของ Firewall ข้อแนะนำเดียวที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกใช้ Firewall ให้เหมาะสมกับการใช้งานก็คือ
ศึกษา Configuration ของระบบเน็ตเวิร์คในองค์กรของเราเอง
ศึกษา Feature ของสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
นำทั้ง 2 อย่างมาแสวงหาจุดร่วมกัน อะไรที่ตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของคุณได้มากที ่สุด นั่นก็คือสิ่งที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณ และนั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาความปลอดภั ยให้กับระบบเน็ตเวิร์คของคุณเองครับ
ให้ระลึกเอาไว้เสมอครับ เวลาที่เราจะซื้อเทคโนโลยี ขอให้เทคโนโลยีนั้น มาตอบสนองเรา และให้ความสามารถของมัน เป็นตัวตอบสนองให้ระบบของเราบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่หาเทคโนโลยีก่อนแล้วค่อยดูว่ามันทำอะไรได้บ้าง และเราก็สร้างระบบตามความสามารถของเทคโนโลยีนั้น จุดประสงค์และความต้องการ ต้องมาก่อนเสมอครับ เราต้องนำหน้าเทคโนโลยี และอย่าให้เทคโนโลยีมาจูงเราได้
Hardware Firewall รักษาความปลอดภัยได้ดี แต่เรื่องการพัฒนาให้ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Software Firewall ทำได้ดีกว่าครับ และแม้ว่าตัว Software Firewall เองจะทำงานร่วมกับ Third Party Solution ได้ดีแต่เรื่องความเร็วในการทำงานก็สู้ Hardware Firewall ไม่ได้ เมื่อต่างมีข้อดีแบบนี้ สถานการณ์ใดควรเลือก Firewall ชนิดใดมาปกป้องระบบเน็ตเวิร์ค เชิญชมได้เลยครับ
เป็นเรื่องที่จะให้คำตอบได้ยากจริงๆ ครับว่าระหว่าง Hardware Firewall กับ Software Firewall อย่างไหนจะ “ดี” กว่ากัน เพราะปัจจุบัน เทคโนโลยีไม่ได้เป็นตัวแปรเดียวที่จะทำให้เกิดการพัฒ นา Firewall ขึ้นมาครับ แต่ปัจจัยด้านความต้องการของตลาด ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดภาวะเบี่ยงเบนทางวิศวกรรมทั้ งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น Hardware Firewall ที่มีให้เลือกสำหรับองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะใหญ่ระดับร้อย ระดับพัน User หรือเล็กขนาดเพียง 30 User ก็มีให้เลือกใช้งาน ด้านฝ่าย Software Firewall ก็มีนักพัฒนานำไปโหลดบน Appliance Server จนได้ความเร็วและความน่าเชื่อถือในการทำงานไม่แพ้ Hardware Firewall เพราะการทำ Appliance Server มันจะช่วยลดการทำต้มยำสเป็กเครื่องโดย User ที่อยากจะใส่อะไรลงไปก็ใส่ โดยไม่รู้ว่าจะช่วยเพิ่มหรือไปช่วยเป็นอุปสรรคของการ ทำงานกันแน่
หากตัดเอาความผันผวนทางด้านการตลาดเหล่านี้ออก แล้วเลือกพิจารณาเฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นของ Firewall แต่ละชนิด วิธีตัดสินว่าระบบของคุณเหมาะสมกับ Firewall ชนิดใด สามารถมองประโยชน์ใช้สอยได้ดังนี้ครับ
Hardware Firewall
เป็นอุปกรณ์ที่มีความเร็วในการทำงานสูง และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่เฉพาะเจาะจง ยากและไม่คุ้มค่าที่แฮกเกอร์จะเจาะ เพราะการเจาะฮาร์ดแวร์ Firewall นั้น มักจะต้องพัฒนาวิธีการเฉพาะสำหรับฮาร์ดแวร์นั้น ๆ ขึ้นมาก่อน มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของฮาร์ดแวร์ในระดับต ่ำสุด (ถ้าไม่เจตนาจะประกาศสงครามกับ Firewall ยี่ห้อนั้นจริงๆ ก็คงจะไม่เหนื่อยทำ) Hardware Firewall จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้สำหรับ
- เป็นจุดผ่านทางของ Zone ที่ถูกรุมล้อมเล่น Server Farm คือใช้ประโยชน์ในเรื่องของความเร็วเป็นหลัก
- เป็นจุดผ่านทางของ Packet ที่ต้องมีการเข้ารหัส (Encryption) ที่วิ่งผ่าน Local Area Connection เช่น IPSec ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการออกแบบในลักษณะ ASIC หรือ Application Specific Integrated Circuit
- เป็นตัวป้องกัน Zone ที่มีลักษณะของการถูกโจมตีแบบไม่หลากหลาย เนื่องจากเป็น Zone ของการให้บริการหรือขอรับบริการกับโลกภายนอกแบบคาดเด าได้ (ซึ่งก็คือ Server Farm นั่นเอง) ซึ่งก็คือการเลี่ยงข้อด้อยในเรื่องของความสามารถในกา รปรับเปลี่ยนตัวเองของ Hardware Firewall ให้เป็นไปตามความหลากหลายในการจู่โจม
อาจจะกล่าวง่ายๆ ได้ว่า ความแข็งแกร่งและความรวดเร็วของ Hardware Firewall เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการปกป้องพื้นที่สำคัญที่มีก ารให้บริการในลักษณะของการโดนรุมล้อม (ความเร็วสูง) และมีรูปแบบการให้บริการซ้ำๆ อย่าง Server Farm มากที่สุด (รูปแบบจำกัด)
Software Firewall
ข้อดีของ Software Firewall คือความหลากหลายครับ และจุดนี้คือจุดแข็งของ Firewall ชนิดนี้ ทำให้ Software Firewall นั้นเหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อ...
- เป็นประตูกั้นระหว่างผู้ใช้งานภายในองค์กร กับระบบเครือข่ายภายนอก เช่น อินเตอร์เน็ต ซึ่งมีวิธีการจู่โจมระบบในรูปแบบใหม่ ๆ รายวัน Firewall ที่จะมารับมือกับ Thread ต่าง ๆ เหล่านี้จึงแทบจะต้องปรับเปลี่ยนกันแบบรายวัน
- เป็นประตูกั้นระหว่า User กับ User ด้วยกันเอง เช่นกั้นระหว่าง Wireless LAN User กับ Wired LAN User เป็นต้น ซึ่งจะเน้นไปที่การทำงานร่วมกับ User database หรือ Authentication mechanism อื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องอาศัย API เข้ามาเกี่ยว (Application Program Interface)
ที่บอกว่า Software Firewall เหมาะสำหรับการปกป้องในรูปแบบนี้นั้น เป็นเพราะภัยที่มากับพฤติกรรมการใช้งานของ User นั้นค่อนข้างมีความหลากหลาย ยากแก่การคาดเดา หรืออาจจะเดาไม่ได้เลยทีเดียว แถมยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและควบคุมได้ ยาก จึงต้องเอา Firewall ที่สามารถปรับตัวได้ดีและเร็วแบบ Software Firewall อย่างเช่น Kerio WinRoute Firewall ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับ Third Party Solution ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Anti-Virus Engine ชั้นนำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการเทรวมกันของฟีเจอร์สินค้าและความต้อ งการทางการตลาด ทำให้เส้นเขตแดนระหว่าง Software Firewall กับ Hardware Firewall ค่อยๆ ลบเลือนหายไปจากดินแดนของ Firewall ข้อแนะนำเดียวที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกใช้ Firewall ให้เหมาะสมกับการใช้งานก็คือ
ศึกษา Configuration ของระบบเน็ตเวิร์คในองค์กรของเราเอง
ศึกษา Feature ของสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
นำทั้ง 2 อย่างมาแสวงหาจุดร่วมกัน อะไรที่ตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของคุณได้มากที ่สุด นั่นก็คือสิ่งที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณ และนั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาความปลอดภั ยให้กับระบบเน็ตเวิร์คของคุณเองครับ
ให้ระลึกเอาไว้เสมอครับ เวลาที่เราจะซื้อเทคโนโลยี ขอให้เทคโนโลยีนั้น มาตอบสนองเรา และให้ความสามารถของมัน เป็นตัวตอบสนองให้ระบบของเราบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่หาเทคโนโลยีก่อนแล้วค่อยดูว่ามันทำอะไรได้บ้าง และเราก็สร้างระบบตามความสามารถของเทคโนโลยีนั้น จุดประสงค์และความต้องการ ต้องมาก่อนเสมอครับ เราต้องนำหน้าเทคโนโลยี และอย่าให้เทคโนโลยีมาจูงเราได้
4.ตอบ
1. ระบบปฏิบัติการ (Operating System) เป็นซอฟต์แวร์ที่หน้าที่ควบคุมดูแลระบบคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ คือดูแลทั้งตัวเครื่อง ดูแลการจัดการข้อมูล และช่วยให้ผู้ใช้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น ซอฟต์แวร์ประเภทนี้เปรียบเสมือนผู้จัดการระบบที่อยู่กลางระหว่างผู้ใช้กับเครื่อง และเป็นซอฟต์แวร์ที่จำเป็นที่จะต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
5. ตอบ
6 ประเภท ได้แก่
1.Mainfrane Operating Systems เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ mainframe เป็นเครื่องขนาดใหญ่บรรจุในห้องใหญ่และมีใช้ในองค์กรที่มีศูนย์ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เครื่อง mainframe แตกต่างจากเครื่อง PC มากทีเดียวโดยเฉพาะความสามารถของอุปกรณ์ I/O และยังสามารถใช้เครื่อง mainframe เป็น high-end Web Server เป็น server สำหรับ E-commerce sites ขนาดใหญ่ ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่อง mainframes ถูกสร้างสร้างให้รับกับการประมวลผลหลายๆงานในเวลาเดียวกัน และงานส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับการใช้ I/O จำนวนมาก งานเหล่านี้ถูกนำมาประมวลผลใน 3 แบบ คือ Batch Processing , Transaction Processing และ Timesharing 2.Server Operating Systems เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่อง Server Server อาจจะเป็นเครื่อง PC ที่มีสมรรถนะสูง หรือ workstation หรืออาจเป็นเครื่องถึงระดับเครื่อง mainframe เพื่อให้บริการหลาย user ผ่านเครื่อข่ายในเวลาเดียวกัน และให้ users ใช้ทรัพยากร hardware และ software ร่วมกัน server สามารถให้บริการเป็น print server , file server , web server และอื่นๆ ผู้ให้บริการ Internet ( Internet Provider ) อาจมีเครื่อง server หลายเครี่องเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าและ web site ต่างๆ มาใช้ server เป็นที่เก็บ web pages และจัดการกับ requests ต่างๆที่เข้ามายัง server ระบบปฏิบัติการบนเครื่อง server ได้แก่ UNIX และ Windows 2000 เป็นต้น
3.Mutiprocessor Operating Systems วิธีการเพิ่มความสามารถของกำลังการประมวลผลที่ใช้กันมากขึ้น คือ การมีมากกว่า 1 CPU อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน ระบบคอมพิวเตอร์แบบนี้เรียกว่า parallel computer หรือ multicomputer หรือ multiprocessor
4. Personal Computer Operating Systems
ระบบปฏิบัติการบนเครื่อง PC หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นระบบ single user และใช้กันทั่วไปกับงานเกี่ยวกับ software word processing , spreadsheet , Games และ Internet access ระบบปฏิบัติการนี้มีการพัฒนา interface ให้ user ใช้งานได้สะดวก โดยการสอนหรือแนะนำวิธีการใช้ให้ user เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ user ใช้คอมพิวเตอร์ได้ ระบบปฏิบัติการนี้ได้แก่ Windows version ต่างๆ , Linux , Macintosh
5.Real-Time Operating Systems
ระบบ Real-Time มีปัจจัยกำหนดที่สำคัญคือ เวลา ตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม มีการใช้คอมพิวเตอร์แบบ Real-time เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการการผลิตตลอดเวลา เพื่อประมวลผลแล้วให้ผลลัพธ์ไปใช้ในการควบคุมเครื่องจักรต่างๆ โรงงานในทันทีคอมพิวเตอร์ต้องประมวลผลอย่างรวดเร็วมากแล้วให้ได้ผลนำไปปฏิบัติทันทีเช่นกัน จึงต้องมีระบบปฏิบัติการสำหรับการทำงาน แบบ Real-Time operating
6. Embedded Operating Systems การพัฒนาทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทำให้มีระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนเป็น Palmtp computer และ Embedded System
ทั้งสองนี้มีลักษณะใช้งานแบบ Real-Time System แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องของกำลังความสามารถประมวลผล เรื่องหน่วยความจำ เรื่องขนาด จึงทำให้ทั้งสองดูพิเศษจาก real-time system ปกติ ตัวอย่างระบบปฏิบัติการประเภทนี้คือ Palm OS และ Windows CE ( Consumer Electronics6. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับทำงานด้านต่าง ๆ ตามที่เราต้องการ เช่น ซอฟต์แวร์บริหารงานบุคลากร ซอฟต์แวร์จัดการโรงพยาบาล
2. ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ (Utilities) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับช่วยทำงานประจำปลีกย่อยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ ซอฟต์แวร์ประเภทนี้สมควรมีไว้ใช้งาน เพราะจะทำให้การใช้งานสะดวกขึ้น
3. ตัวแปลภาษา (Compiler) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการแปลโปรแกรมที่เราเขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงให้เป็นโปรแกรมภาษาเครื่องซึ่งจัดว่าเป็นภาษาระดับต่ำ เวลาเราสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็ตามต้องมีการแปลคำสั่ง หรือโปรแกรมนั้นเป็นภาษาเครื่องก่อนเสมอไป
4. ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database Management System) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูลโดยตรง ซอฟต์แวร์ประเภทนี้มีความสามารถที่กว้างขวางมาก เช่น สามารถใช้กำหนดลักษณะของข้อมูลที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล
5. ซอฟต์แวร์จัดการระบบเครือข่าย (Network Management Software) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการควบคุมระบบเครือข่าย ควบคุมการสื่อสารข้อมูล และควบคุมการประสานงานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครือ ซอฟต์แวร์นี้บางทีก็เรียกว่า Network Operating System
5. ตอบ
6 ประเภท ได้แก่
1.Mainfrane Operating Systems เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่องคอมพิวเตอร์ mainframe เป็นเครื่องขนาดใหญ่บรรจุในห้องใหญ่และมีใช้ในองค์กรที่มีศูนย์ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เครื่อง mainframe แตกต่างจากเครื่อง PC มากทีเดียวโดยเฉพาะความสามารถของอุปกรณ์ I/O และยังสามารถใช้เครื่อง mainframe เป็น high-end Web Server เป็น server สำหรับ E-commerce sites ขนาดใหญ่ ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่อง mainframes ถูกสร้างสร้างให้รับกับการประมวลผลหลายๆงานในเวลาเดียวกัน และงานส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับการใช้ I/O จำนวนมาก งานเหล่านี้ถูกนำมาประมวลผลใน 3 แบบ คือ Batch Processing , Transaction Processing และ Timesharing 2.Server Operating Systems เป็นระบบปฏิบัติการบนเครื่อง Server Server อาจจะเป็นเครื่อง PC ที่มีสมรรถนะสูง หรือ workstation หรืออาจเป็นเครื่องถึงระดับเครื่อง mainframe เพื่อให้บริการหลาย user ผ่านเครื่อข่ายในเวลาเดียวกัน และให้ users ใช้ทรัพยากร hardware และ software ร่วมกัน server สามารถให้บริการเป็น print server , file server , web server และอื่นๆ ผู้ให้บริการ Internet ( Internet Provider ) อาจมีเครื่อง server หลายเครี่องเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าและ web site ต่างๆ มาใช้ server เป็นที่เก็บ web pages และจัดการกับ requests ต่างๆที่เข้ามายัง server ระบบปฏิบัติการบนเครื่อง server ได้แก่ UNIX และ Windows 2000 เป็นต้น
3.Mutiprocessor Operating Systems วิธีการเพิ่มความสามารถของกำลังการประมวลผลที่ใช้กันมากขึ้น คือ การมีมากกว่า 1 CPU อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน ระบบคอมพิวเตอร์แบบนี้เรียกว่า parallel computer หรือ multicomputer หรือ multiprocessor
4. Personal Computer Operating Systems
ระบบปฏิบัติการบนเครื่อง PC หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นระบบ single user และใช้กันทั่วไปกับงานเกี่ยวกับ software word processing , spreadsheet , Games และ Internet access ระบบปฏิบัติการนี้มีการพัฒนา interface ให้ user ใช้งานได้สะดวก โดยการสอนหรือแนะนำวิธีการใช้ให้ user เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ user ใช้คอมพิวเตอร์ได้ ระบบปฏิบัติการนี้ได้แก่ Windows version ต่างๆ , Linux , Macintosh
5.Real-Time Operating Systems
ระบบ Real-Time มีปัจจัยกำหนดที่สำคัญคือ เวลา ตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม มีการใช้คอมพิวเตอร์แบบ Real-time เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการการผลิตตลอดเวลา เพื่อประมวลผลแล้วให้ผลลัพธ์ไปใช้ในการควบคุมเครื่องจักรต่างๆ โรงงานในทันทีคอมพิวเตอร์ต้องประมวลผลอย่างรวดเร็วมากแล้วให้ได้ผลนำไปปฏิบัติทันทีเช่นกัน จึงต้องมีระบบปฏิบัติการสำหรับการทำงาน แบบ Real-Time operating
6. Embedded Operating Systems การพัฒนาทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทำให้มีระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนเป็น Palmtp computer และ Embedded System
ทั้งสองนี้มีลักษณะใช้งานแบบ Real-Time System แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องของกำลังความสามารถประมวลผล เรื่องหน่วยความจำ เรื่องขนาด จึงทำให้ทั้งสองดูพิเศษจาก real-time system ปกติ ตัวอย่างระบบปฏิบัติการประเภทนี้คือ Palm OS และ Windows CE ( Consumer Electronics6. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับทำงานด้านต่าง ๆ ตามที่เราต้องการ เช่น ซอฟต์แวร์บริหารงานบุคลากร ซอฟต์แวร์จัดการโรงพยาบาล
2. ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ (Utilities) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับช่วยทำงานประจำปลีกย่อยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ ซอฟต์แวร์ประเภทนี้สมควรมีไว้ใช้งาน เพราะจะทำให้การใช้งานสะดวกขึ้น
3. ตัวแปลภาษา (Compiler) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการแปลโปรแกรมที่เราเขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงให้เป็นโปรแกรมภาษาเครื่องซึ่งจัดว่าเป็นภาษาระดับต่ำ เวลาเราสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอะไรก็ตามต้องมีการแปลคำสั่ง หรือโปรแกรมนั้นเป็นภาษาเครื่องก่อนเสมอไป
4. ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database Management System) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับจัดการฐานข้อมูลโดยตรง ซอฟต์แวร์ประเภทนี้มีความสามารถที่กว้างขวางมาก เช่น สามารถใช้กำหนดลักษณะของข้อมูลที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล
5. ซอฟต์แวร์จัดการระบบเครือข่าย (Network Management Software) เป็นซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการควบคุมระบบเครือข่าย ควบคุมการสื่อสารข้อมูล และควบคุมการประสานงานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเครือ ซอฟต์แวร์นี้บางทีก็เรียกว่า Network Operating System
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น